สยามรัฐ

    รัฐบาลต้องชี้แจง


    ...

    จากกรณีกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือลับที่สุดถึงนายกรัฐมนตรีกรณีการระงับข้อพิพาทระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ในประเด็นสินค้าบุหรี่นำเข้าซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการดำเนินคดีอาญากับบริษัทผู้นำเข้าไทย นับว่าเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและต้องการคำอธิบายอย่างยิ่ง

    รัฐบาลไทยคงต้องการแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็วและบรรลุข้อตกลงฉันมิตรเพื่อมิให้เกิดปัญหาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการค้าการลงทุนในประเทศไทย และเพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะถูกตอบโต้ทางการค้ามูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

    แต่กรณีพิพาทดังกล่าวก็มีความซับซ้อนเกี่ยวพันกับหลายปัจจัย เชื่อมโยงกับการดำเนินคดีอาญากับบริษัทผู้นำเข้าสินค้าบุหรี่จากฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นกรณีกฎหมายในประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นประเด็นการเมืองเกี่ยวกับหลายรัฐบาล หลายรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ เพราะมีการนำประเด็นข้อพิพาทนี้ไปโจมตีและตอบโต้ทางการเมืองและยังมีแรงกดดันจาก NGO สายสุขภาพที่ยกเหตผลเรื่องสุขภาพและไม่ต้องการเห็นการดำเนินการใดๆ ที่จะเป็นผลดีต่อบริษัทผู้นำเข้าทำให้ข้อพิพาทดังกล่าวยืดเยื้อมากว่า 10 ปี

    จากผลคำตัดสินขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่ให้ไทยเป็นฝ่ายแพ้คดีนี้ถึง 2 ครั้ง 2 คราแล้ว ประเมินโอกาสที่ไทยจะชนะคดีในเวทีโลกมีน้อยเต็มที ทำให้กระทรวงการต่างประเทศซึ่งมีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยต้องนำเสนอหนทางยุติข้อพิพาทเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยโดยส่วนรวม ก่อนที่จะไม่สามารถเจรจาหาทางออกได้และอาจถูกตอบโต้ทางการค้าและสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบศุลกากรของไทย

    ทางออกของเรื่องนี้คือรัฐบาลต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดโปร่งใส โดยชี้แจงให้สังคมประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ทราบถึงข้อดี ข้อเสียที่ประเทศไทยจะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจการตัดสินใจของรัฐบาล ขณะเดียวกับรัฐบาลก็ต้องมีความกล้าหาญในการตัดสินใจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเอาไว้เป็นหลักและไม่ตกอยู่ภายใต้คำขู่ แรงกดดัน หรือผลประโยชน์ของกลุ่มหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    การไม่ตัดสินใจหรือซื้อเวลาออกไปทั้งที่รัฐบาลรู้อยู่ว่าความเสียหายจะเกิดกับประเทศอย่างไรก็ถือเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงหากประเทศไทยต้องแบกรับกับภาระและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นมาภายหลังซึ่งรัฐบาลต้องมีส่วนในการรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    การตัดสินใจโดยการพิจารณาข้อมูลรอบด้านและชี้แจงให้สังคมเข้าใจด้วยความโปร่งใสจะเป็นเกราะกำบังให้รัฐบาลได้ดีที่สุด เพราะเมื่อประชาชนและสังคมมีความเข้าใจแล้วปัญหาต่างๆก็อาจคลี่คลาย แม้ไม่อาจทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจ แต่สุดท้ายประเทศชาติจะได้รับประโยชน์มากที่สุด อยู่ที่รัฐบาลจะมีความกล้าหาญเพียงพอหรือไม่ในการตัดสินใจในเรื่องนี้

    คิดนอกกรอบ


    เสือตัวที่...

    เสือตัวที่ 6

    การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกปกครองตนเองในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยที่หากมองในมิติเดียวที่เป็นกระแสหลักของการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ณ วันนี้ หน่วยงานภาครัฐตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติ ต่างเชื่อกันโดยสนิทใจแล้วว่า คนกลุ่มนี้ ต้องการแบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองตนเองอย่างอิสระจริง การต่อสู้ทั้งหลายที่ผ่านมาของขบวนการแห่งนี้ทั้งการก่อความไม่สงบ การเข่นฆ่าผู้คนต่างความเชื่อทางศาสนา การลอบวางระเบิดทำลายล้าง ป่วนเมือง การยุยงปลุกปั่นให้ผู้คนในพื้นที่ทั้งในชุมชนและในสถานศึกษามีความเห็นแปลกแยกจากประชาชนทั่วไปของรัฐ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เพื่อต้องการแยกเป็นประเทศอิสระของตนเองที่เรียกกันว่ารัฐปาตานี ซึ่งกระบวนการสร้างความเข้าใจรับรู้ในประเด็นของเป้าประสงค์สุดท้ายของขบวนการดังกล่าวนี้ ส่งผลให้คนไทยโดยทั่วไปในทุกภาคส่วนและทุกระดับ ต่างเชื่อไปในทิศทางเดียวที่ว่า การกระทำต่างๆ ที่ผ่านมา เป็นความต้องการแยกตัวเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง อันเป็นกระแสที่มาแรงสุดตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

    หากแต่อีกแง่มุมหนึ่งที่คนทั่วไปในแผ่นดินนี้ ยังไม่มีโอกาสที่จะคิดนอกกรอบกระแสหลักที่ต้องการสร้างความเชื่อในการแยกดินแดนอย่างสิ้นเชิงดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย ด้วยคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้หลายคำถามที่ว่า ความต้องการสุดท้ายของกลุ่มคนที่อ้างตัวเป็นขบวนการปลดปล่อยรัฐปาตานีแห่งนี้เป็นความต้องการแยกตัวออกไปเป็นรัฐอิสระจริงหรือ ในขณะที่ความสามารถในการดำรงอยู่ของรัฐอิสระดังกล่าว ยังไม่สามารถแยกตัวออกเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงกับรัฐไทยได้อย่างแท้จริง อาทิ คนในพื้นที่ยังต้องการกระแสไฟฟ้าเพื่อการดำรงชีวิตจากรัฐไทย ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคของรัฐ ด้วยคนในพื้นที่ ยังต้องการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอีกมากมายจากรัฐไทย ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางที่ต้องการเงินงบประมาณมหาศาลในการบำรุงรักษา ระบบสาธารณะสุข โรงพยาบาล หมอ พยาบาล ตลอดจนบุคลากรทางสาธารณะสุขที่คนในพื้นที่ยังต้องการพึ่งพาอาศัยรัฐไทยในการดูแล 100% ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมทั้งปวงที่คนในพื้นที่ยังต้องการคลื่นความถี่ของรัฐในการสื่อสารอย่างมากมาย

    นอกจากนั้น คำถามสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ ระบบเงินตราที่คนในพื้นที่ยังไม่มีสกุลเงินเป็นของตนเอง อันสกุลเงินตราจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเป็นรัฐเอกราชของทุกประเทศของโลก ซึ่งหากสังคมใดขาดการมีสกุลเงินเป็นของตนเองและค่าเงินในสกุลเงินนั้นๆ ไม่เป็นที่เชื่อถือในการแลกเปลี่ยนสินค้า(ค้าขาย) ระหว่างกันแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่รัฐชาตินั้นจะสามารถดำรงความเป็นรัฐของตนเองได้เลย โดยเฉพาะโลกในยุคศตวรรษที่ 21 รวมทั้งความต้องการเงินตราในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ที่ยังมีความต้องการอีกมาก ซึ่งจะขาดการสนับสนุนจากรัฐไทยไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ตลอดทั้งระบบการศึกษาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ที่ยังต้องการการสนับสนุนงบประมาณตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอนจากรัฐไทยอย่างเต็มกำลัง เหล่านี้คือคำถามสำคัญที่แกนนำขบวนการร้ายแห่งนี้ตลอดจนแนวร่วมและกลุ่มผู้หลงผิด ยังหาคำตอบที่ชัดเจนให้กันและกันไม่ได้ และหากจะเพ้อฝันที่จะฝากชีวิตไว้กับประเทศทางตอนล่างกับรัฐไทย ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศเหล่านั้น จะแบกรับภาระกลุ่มคนที่เคยมีปัญหากับรัฐเดิมของตนทั้งยังมีปัญหาด้อยพัฒนาอีกมากมายโดยที่คนในประเทศของตนเอง ยังต้องได้รับการดูแลจากประเทศของตนอยู่อีกมาก ทั้งหากคนในดินแดนแห่งนี้ ไปเพิ่มภาระให้ประเทศนั้นๆ แน่นอนว่า จะยิ่งเป็นตัวเหนี่ยวรั้งความเจริญ และเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายในการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าตามยุทธศาสตร์ของชาติ เหล่านั้นคือเหตุผลที่เป็นตรรกะในการบ่งชี้ว่า การที่บรรดาแกนนำขบวนการ หลอกผู้คนในพื้นที่ว่าหากแยกดินแดนจากรัฐไทยได้แล้ว อาจมีประเทศเพื่อนบ้านให้การดูแลสนับสนุนให้ดำรงอยู่ได้นั้น เป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย และเมื่อคำถามสำคัญเหล่านั้น เป็นคำถามที่พอจะตอบได้ว่า การขับเคลื่อนของขบวนการร้ายแห่งนี้ที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่างสมบูรณ์ตามที่คนทั่วไปเข้าใจกันนั้น อาจเป็นเป้าหมายลวงที่แกนนำขบวนการต้องการสร้างขึ้นเพื่อให้รัฐไทย เข้าอุ้มชูทุกสิ่งอย่างที่แกนนำขบวนการและบรรดาแนวร่วมทั้งหลายได้ส่งสัญญาณออกมาให้รับรู้ การเรียกร้องให้รัฐดำเนินการเพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่เป็นพิเศษ จึงได้รับการตอบสนองจากรัฐอย่างเต็มกำลัง โดยหลายครั้งที่ละเลยปัญหาและความคับข้องใจของพี่น้องไทยพุทธในพื้นที่ให้น้อยเนื้อต่ำใจการดูแลจากรัฐอย่างเสมอภาค

    ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของขบวนการ อาจไม่ใช่การนำไปสู่การแบ่งแยกการปกครองอย่างที่เข้าใจกันในกรอบความคิดที่หลายฝ่ายพยายามตีเส้นขีดกรอบให้คิด เพราะการดำรงอยู่ของผู้คนในพื้นที่ท้องถิ่นในเวลานี้ ก็ได้รับการตอบสนองจากรัฐเกือบ 100% ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่คนในพื้นที่ในการเป็นข้าราชการของรัฐอย่างกว้างขวางทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระดับอำเภอถึงจังหวัด การให้สิทธิพิเศษในการเข้ารับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและสายอาชีพที่รัฐให้โควต้าพิเศษกับคนในพื้นที่ตามที่เรียกร้องอย่างเต็มกำลัง การให้สิทธิพิเศษในการดำรงชีวิตตามหลักการทางศาสนาตามที่คนในพื้นที่ต้องการ แม้แต่วันหยุดราชการที่ในพื้นที่เป็นวันศุกร์ในขณะที่คนในพื้นที่อื่นในประเทศนี้เป็นวันอาทิตย์ การที่รัฐสนับสนุนอย่างเต็มกำลังในการนำพาพี่น้องในพื้นที่ไปประกอบกิจทางศาสนาในประเทศตะวันออกกลาง ตลอดจนการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และการนำพาคนในพื้นที่ไปทัศนะศึกษานอกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    เหล่านี้คือสิ่งชี้สอบว่า เป้าหมายของการก่อความไม่สงบที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงเป้าหมายเดิมไปสู่เป้าหมายใหม่หรือยัง การขับเคลื่อนเดินหน้าไปสู่การเป็นรัฐอิสระโดยการแบ่งแยกดินแดนอย่างที่เคยเข้าใจกัน อาจเป็นเป้าหมายที่ล้าหลังไปแล้ว ซึ่งเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เป้าหมายในการก่อความไม่สงบและการพยายามสร้างเงื่อนไขในการต่อสู้อาจจำต้องหล่อเลี้ยงสถานการณ์ในลักษณะนี้ไป เพื่อให้ความต้องการที่แท้จริงบรรลุผลสำเร็จ ซึ่งนั่นคือการที่คนในพื้นที่ ได้ทุกสิ่งที่ต้องการแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐอิสระ หากแต่ในสภาพความเป็นจริงในทางปฏิบัติทุกวันนี้ คนในพื้นที่ก็เหมือนมีอิสระในการดูแลกันเองอยู่แล้วโดยมีรัฐไทยให้การสนับสนุนความสมบูรณ์อย่างที่ต้องการ เหล่านี้คือการคิดนอกกรอบที่รัฐไทยจะละเลยไม่ได้

    Author: เสือตัวที่ 6

    การเปลี่ยนผ่านสู่ “ประชาธิปไตยใหม่” (4)


    ทวี สุรฤทธิกุล คนและสถาบันในระบอบเก่าต้องปรับตัว “ประชาธิปไตยใหม่”...

    ทวี สุรฤทธิกุล

    คนและสถาบันในระบอบเก่าต้องปรับตัว

    “ประชาธิปไตยใหม่” คือแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่คิดจะ “ก้าวข้าม” คนรุ่นเก่า ภายใต้วาทกรรม “ไม่เอาของเก่า” ที่หมายถึงหลายๆ สถาบันที่คนรุ่นใหม่เห็นว่า “เก่าเกินไป” สำหรับ “สังคมใหม่” ของพวกเขา ที่คิดอยากจะทำอะไรเอง อยากจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ที่รวมถึงการสร้าง “การเมืองใหม่” ภายใต้แนวคิดเรื่อง “ประชาธิปไตยใหม่” ดังกล่าวนั้น

    กลุ่มที่เป็นแกนนำในแนวคิดนี้ก็คือพรรคอนาคตใหม่ ที่ชูธงในเรื่อง “ประชาธิปไตย” มาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการแบ่งฟากฝ่ายการเมืองออกเป็นสองขั้ว โดยบอกว่าฝ่ายที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจนั้นคือ “ฝ่ายเผด็จการ” ส่วนฝ่ายที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจนี้เป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการสร้างวาทกรรมที่ “น่าสะพรึง” ว่าพรรคอนาคตใหม่นี้คือผู้สืบสานเจตนารมณ์ของ “การปฏิวัติ 2475” ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ

    พลันที่สังคมไทยพวกกระแสหลักออกมาต่อต้านว่า แนวคิดการปฏิวัติ 2475 นั้นก็คือ การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ พรรคอนาคตใหม่ก็ดูจะหยุดไม่ต่อความยาวสาวความยืด แต่ในท่ามกลางความสงบเงียบ หลายคนก็ยังเชื่อว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรคการเมืองพรรคนี้ น่าจะยังไม่ล้มเลิกความคิดดังกล่าว แต่คงจะฟื้นฟูแนวคิดนี้ขึ้นมาอีก หากได้มีอำนาจควบคุมสภาได้

    ผู้เขียนเติบโตเป็นวัยรุ่นขึ้นมาในช่วง “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ” ได้เข้าร่วมในการขับไล่เผด็จการทหารในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 แม้ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นจะสงบลงด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แต่ในหมู่นักศึกษาและปัญญาชนในยุคนั้นก็ยัง “เห่อ” ความเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งแน่นอนว่าแนวคิดของลัทธินี้ “ต่อต้าน” การดำรงอยู่ของสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ แต่กระนั้นคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นก็ยังเชื่อว่า ถ้าจะให้สังคมไทยเป็น “ฟ้าสีทอง” อย่างแม้จริง ก็จะต้องทำให้ทุกคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่มีอภิสิทธิ์ชน อย่างที่เรียกกันทั่วไปว่า “ระบอบศักดินา” ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ก็คือส่วนหนึ่งของระบอบนี้

    กระแสต่อต้านแนวคิดนี้ก็รุนแรงมากเช่นเดียวกัน อันนำมาซึ่งเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยการจัดตั้งมวลชนของฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของฝ่ายทหาร ขึ้นมาต่อสู้กับกลุ่มนักศึกษาและปัญญาชนอย่างดุเดือด ถึงขั้นมีการปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา โดยฝ่ายต่อต้านออกข่าวโหมกระพือว่า พวกที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นคอมมิวนิสต์ และ “ไม่ใช่คนไทย” ถึงขั้นที่มีการจับนักศึกษาจำนวนหนึ่งมาทุบตี เอาไม้เสี้ยมแหลมแทงหน้าอก บ้างก็เอาไปแขวนคอกับต้นมะขามที่ริมสนามหลวง แล้วปลดลงมาเผาด้วยยางรถยนต์ ซึ่งเป็นภาพการทารุณกรรมที่โหดเหี้ยมอย่างที่สุด

    ผู้เขียนมีความเชื่อส่วนหนึ่งว่า คนรุ่นใหม่ใน พ.ศ. นี้กับเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว น่าจะเป็นคนละกลุ่มแนวคิด คนรุ่นใหม่ใน พ.ศ.นี้ไม่น่าจะมีแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ ในทำนองเดียวกันคนรุ่นใหม่ในยุคนี้ก็น่าจะไม่กล้าที่จะทำอะไร “รุนแรง” จนถึงขั้นที่จะทำให้เกิด “สงครามกลางเมือง” และล้มล้างสถาบันต่างๆ ได้ เพราะในอดีตพวกคอมมิวนิสต์ในไทยได้รับการสนับสนุนจากภายนอกประเทศ ทั้งยังมีกองกำลังสู้รบอยู่ในหลายๆ พื้นที่ อันแสดงถึงมีการครอบครองอาวุธและการจัดตั้งเพื่อการทำสงคราม แต่ในปัจจุบันกองกำลังในลักษณะดังกล่าวไม่น่าจะมีแล้ว (จะมีก็แต่ในทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนและความเชื่อทางศาสนา ที่มีการสนับสนุนจากต่างชาติและกลุ่มก่อการหลายบางกลุ่ม) หรือถ้าจะจัดตั้งขึ้นก็คงจะลำบาก เว้นแต่การกระจายก่อวินาศกรรม หรือมีต่างชาติให้การสนับสนุน แต่ที่สำคัญที่สุด และที่จะเชื่อมโยงกับคนเดือนตุลาเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนก็คือ “บทเรียน” ที่คนรุ่นใหม่ในยุคนี้น่าจะได้บทเรียนจากการต่อสู้เมื่อสีสิบกว่าปีนั้นว่า “คนไทยไม่ชอบความรุนแรง” ดังจะเห็นได้จากการต่อสู้ระหว่าง “เสื้อสีต่างๆ” ในระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งผู้ที่ใช้ความรุนแรงมักจะไม่ประสบความสำเร็จ

    แต่ที่น่ากลัวกว่า “ระเบิดและปืน” ก็คือ “โซเชียลมีเดีย” หรือ “สงครามไซเบอร์” ซึ่งคนรุ่นใหม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อรวมเข้ากับมันสมองของผู้วางแผนยุทธศาสตร์ทางการเมือง อันเชื่อได้ว่าน่าจะมีนักการเมืองระดับ “เซียน” เข้ามาช่วยในเรื่องนี้มากพอสมควร จึงทำให้การเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ดู “น่ากลัว” ถึงขั้นที่ “ฝ่ายเหยี่ยว” ในรัฐต้องการที่จะ “ปราบ”

    ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง(ด้วยอาวุธหรือการข่มขู่ปราบปราม)ในการต่อสู้แบบนี้ ถ้าเป็นไปได้ควรจะ “เปิดพื้นที่” ให้คนพวกนี้ได้ออกมาต่อสู้อย่างเปิดเผย โดยเฉพาะใน “โลกไซเบอร์” ที่ควรจะเปิดกว้างให้มีการแสดงออกในเรื่องนี้ได้พอสมควร เพราะจะเป็นการทำให้การต่อสู้มีความโปร่งใส ภายใต้กติกาทางสังคม เช่น กฎหมายต่างๆ ที่เป็นธรรม โดยให้สาธารณชนได้รับรู้ในการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆ โดยตลอด ไม่ใช่ปิดข่าวเรื่องการจัดการกับฝ่ายต่อต้านรัฐ เหมือนกับการจัดการกับผู้ก่อการร้าย ในขณะเดียวกันก็ต้องมีผู้ออกมาคอยชี้แจงว่า ทำไมจึงจะต้องขอความร่วมมือในเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือให้ข้อแนะนำว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ รวมถึงหากมีการลงโทษก็ต้องชี้แจงสาเหตุและเหตุผลให้ชัดเจนด้วย

    สมันก่อนถ้าเราจะสร้างความเข้าใจกัน เราก็ใช้การสื่อสารระหว่างตัวบุคคลเป็นหลัก เช่น จัดเวทีเปิดอกพูดคุยกัน ถกเถียง อภิปราย และเสวนา แต่ในสมัยใหม่สื่อต่างๆ ยิ่งเปิดกว้าง สามารถพูดคุยกันได้อย่างหลากหลาย ทั้งนี้เมื่อโลกเปิดกว้าง สังคมไทยก็ควรเปิดกว้างด้วย

    อันว่าโลกไซเบอร์นั้น ยิ่งปิดยิ่งระเบิด ยิ่งเปิดยิ่งผ่อนคลาย

    Author: ทวี สุรฤทธิกุล

    เกมตัดเกม !


    เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนที่อยู่ฟากฝั่ง ที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” อันมี...

    เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนที่อยู่ฟากฝั่ง ที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” อันมี “พรรคเพื่อไทย” ถือธงนำที่พยายามกระแทกเข้าใส่ “พรรคประชาธิปัตย์” ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ดูแทบไม่มีความหมายเท่าใดนัก โดยเฉพาะเมื่อยามนี้ “เกมการเมือง”บนกระดาน เหลือ “ผู้เล่น” ที่เปิดหน้าออกมาฟาดฟันกันเอง เพียง “พลังประชารัฐ” กับ “ประชาธิปัตย์” เป็นตัวหลัก

    ตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ที่มี “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ คว้าชัยไปครองในครั้งนี้ ได้สะท้อนภาพความเชี่ยวกรำทางการเมืองอันชัดเจนในชั้นเชิง ระหว่าง “ประชาธิปัตย์”กับ “พลังประชารัฐ” ว่าที่สุดแล้ว ศึกยกแรกประชาธิปัตย์ เป็นฝ่านกดดันและกุมชัยชนะได้สำเร็จ

    และเมื่อเสร็จสิ้นจากวาระการเลือกประธานฯ ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนจากฟากประชาธิปัตย์ ว่าด้วยเรื่องของการ “ร่วมรัฐบาล”กับพลังประชารัฐ แกนนำพรรคระบุเพียงว่า เรื่องของการเลือกตั้งประธานฯกับการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลนั้น ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่มีการนำวาระการเลือกตั้งประธานสภาฯมาเป็นเครื่องต่อรองใดๆ

    “ การที่จะต้องเข้าร่วมรัฐบาล ต้องเอาไว้ถามหัวหน้าพรรค แต่ส่วนนี้เป็นส่วนที่เจาะจงมาว่าถ้าเป็นผมเขาจะยอมรับ เพราะเชื่อว่าผมยุติธรรม

    ซึ่งในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติตนจะต้องรักษาจุดนี้เอาไว้ และยืนยันว่าไม่ได้เป็นข้อต่อรอง เพราะถ้ามีข้อต่อรองผมก็จะไม่รับ และไม่มีเงื่อนไข แม้กระทั่งว่าจะต้องไปอยู่ในโควต้า” บางส่วนจากการแถลงเปิดใจของ ชวน ภายหลังที่ประชุมส.ส. มีมติเลือกให้ทำหน้าที่ประธานสภาฯ

    เบื้องลึกเบื้องหลังในการขับเคี่ยวกันระหว่างประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐ ยาวนานหลายชั่วโมง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่25 พ.ค. เมื่อมี “คำสั่ง” จาก “บิ๊ก” ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และบิ๊กรัฐบาล ให้แกนนำพรรคพลังประชารัฐ “ดิ้นสู้” กับเกมของประชาธิปัตย์ ด้วยการ “สกัด” ไม่ให้มีการประชุมสภาฯ โดยให้เลื่อนวันพิจารณาออกไปนั้น เพราะไม่ต้องการเดินเข้าทางของประชาธิปัตย์ จนต้องยอมยกมือให้กับชวน แต่สุดท้าย งานนี้พลังประชารัฐ กลับเป็นฝ่าย “เสียหาย”

    เพราะก่อนหน้านี้มีเสียงท้วงติงภายในพรรคพลังประชารัฐเองว่าไม่ต้องการยกตำแหน่ง “ประมุขสภาล่าง” ให้กับ “ชวน หลีกภัย” ให้กับประชาธิปัตย์ เพราะจะเท่ากับเป็นการเสีย เก้าอี้ใหญ่ ไปโดยที่เกมการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ในครม.ใหม่เอง ก็ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่า พลังประชารัฐ จะต้องเสียเก้าอี้ตัวไหนให้กับ ประชาธิปัตย์ที่ดึงมาเข้าร่วมรัฐบาลอีก

    “ศึกวัดใจ” ครั้งต่อไปจากนี้ย่อมจะอยู่ที่การโหวตเลือก “นายกฯคนที่ 30” ซึ่งพลังประชารัฐ เองในฐานะพรรคนั่งร้าน ให้กับ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. จะต้องผลักดันภารกิจ ให้ลุล่วง อาจจะต้อง “เหนื่อยหนัก” กว่าวันที่เลือกประธานสภาฯ อีกหลายเท่านัก

    Author: ทีมข่าวคิดลึก

    เสรีภาพภายใน


    เรื่องของเสรีภาพ นำเสนอมาเป็นตอนสุดท้ายแล้ว สำหรับการถอดความปาฐกถา...

    เรื่องของเสรีภาพ นำเสนอมาเป็นตอนสุดท้ายแล้ว สำหรับการถอดความปาฐกถา ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ที่ตัดตอนนำมาเสนอเป็นบางช่วงบางตอน ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว มีความดังนี้

    “โอกาสที่จะให้ ก็ต้องมีเสรีด้วย โอกาสที่จะให้เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นเนื้อหาสาระของประชาธิปไตย เป็นส่วนของเหตุ เสรีภาพในการได้เป็นส่วนของผล ก่อนที่จะเราจะได้ผล เราต้องทำเหตุก่อน ถ้าไม่มีเสรีภาพในการให้ เสรีภาพในการได้ก็จะเป็นไปได้ยาก เพราะเสรีภาพในการได้เป็นระดับผล ก่อนจะได้ผลต้องทำเหตุเสียก่อน ก็ต้องมีเสรีภาพในการให้ ซึ่งเป็นด้านเหตุเสียก่อน

    เสรีภาพด้านเหตุที่เป็นการให้นี้เป็นอย่างไร ก็คือการปกครองแบบประชาธิปไตยนี้ เป็นการปคกรองที่ พยายาม ที่จะเข้ามาเอาศักยภาพของมนุษย์แต่ละคนนี้ออกไปให้เป็นส่วนรวมให้เป็นประโยชน์ แก่สังคม การที่เรามีเสรีภาพ ก็คือการที่เราสมารถเอาศักยภาพของเราไปให้แก่สังคม เป็นส่วนร่วมที่เป็นประโยชน์ คนนี้มีความสามารถ คนนี้มีสติปัญญา แต่ไม่มีเสรีภาพไม่สามารถพูด ไม่สามารถแสดงออกไม่สามาถให้ความคิดเห็น เอาสติปัญญาของตนไปช่วยสังคมได้ นี่เป็นการปกครองที่ไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีเสรีภาพ จะมีลักษณะที่ปิดกั้นสติปัญญามนุษย์ ทำให้ความสามารถที่คนแต่ละคนมีอยู่ ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมเท่าที่ควร พอมีเสรีภาพเข้า ความสามารถสติปัญญาหที่แต่ละคนมรี มันมีโอกาสที่จะออกไปร่วมกับสังคม ออกไปเป็นประโยชร์แก่สังคม

    เพราะฉะนั้น การปกคกรองแบบประชาธิปไตย สำคัญอยู่ตรงนี้มาก เป็นส่วนเหตุเลย ถ้าไม่ได้อันนี้แล้วเราจะไปชื่นชมกับผลที่ได้ เป็นไปได้ยาก มันไม่มั่นคง ยั่งยืน เพราะฉะนั้นต้องมองเสรีภาพในส่วนเหตุนี้ให้หนัก และทำอย่างไรที่จะทำให้ศักยภาพของคนแต่ละคนที่มีอยู่ออกไปเป็นประโยชน์แก่สังคม อันนี้คือลักษณะของการให้ เสรีภาพในส่วนนี้ที่คนมักจะมองข้าม

    การปกครองแบบประชาธิปไตยเนื้อหาสาระสำคัญ เสรีภาพในส่วนนี้ คือ สังคมที่ดี พัฒนาดีแล้ว ประชาธิปไตยเขาจะพยายามเอาศักยภาพของคนแต่ละคนออกไปใช้ประโยชน์ให้กับสังคมให้เต็มที่ เรามีเท่าไหร่ เราก็ทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้เท่านั้น ถ้าได้อย่างนี้เมื่อไหร่สังคมประชาธิปไตยจะพัฒนา จะก้าวหน้า นี่แหละเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉนั้นเรามองเสรีภาพกัน มักจะมองแค่ ความหมายหนึ่ง เรื่องรูปแบบการแสดงออก ทำได้ตามชอบใจ สองมองในแง่ที่จะอาผลเท่านั้นเอง ไม่ได้นึกถึงการที่จะทำเหตุขึ้นมา อันเป็นความหมายอีกระดับหนึ่ง

    ยังมีเสรีภาพอีกระดับหนึ่ง คือคนเราจะมีเสรีภาพแท้จริงภายนอกได้ เราจะต้องมีเสรีภาพภายในด้วย คือจิตใจจะต้องมีเสรี เสรีคือเป็นอิสระจากการครอบงำของอำนาจ ที่จะมาชักจูเราให้ผิดไปจากธรรมะ อำนาจที่จะมาครอบงำจิตใจให้หันเหไปจากธรรมะ ก็คือกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือตัณหา มานะทิฐิ ถ้าพวกนี้เข้ามาครอบงำจิตใจแล้ว ทำให้จิตใจเราไม่อยู่ในธรรมะ เราเขวออกจากธรรมะะ พอเราเขวจากธรรมะ เมื่อจิตใจเขวออกไปแล้วแสดงออกมาภายนอกก็เขวหมดทำตามเพื่อประโยชน์ส่วนตัวด้วยความโลภ ทำตามด้วยความเกลียดชังเคียดแค้นเขา จะทำลายเขาก็เป็นโทษะ ทำตามด้วยความลุ่มหลงมัวเมาเป็นโมหะ ทีนี้พอเสรีภาพถูกเจ้ากิเลสเหลานี้ครอบงำ มันก็กลายเป็นการทำตามชอบใจอย่างที่ง่ส ทำเพื่อผลประโยขชน์ตัว ทำด้วยความเคียดแค้นเจะทำลายเขา ทำด้วยความลุ่มหลง เสรีภาพก็จะเสียทันที ก็จะเกิดผลร้าย เพราะที่แท้จริงนั้นในใจของเขาไม่มีเสรีภาพ ใจของเขาเป็นทาสของกิเลส ก่อนที่คนจะแสดงออกมาว่าฉันจะทำตามเสรีภาพของฉัน เขาไม่รู้ว่าตัวว่าที่จริงในใจของเขาเป็นทาสแล้ว

    เพราฉะนั้น ข้อสำคัญที่สุดในใจจะต้องมีเสรีภาพ คือ เสรีภาพจากกิเลส ไม่ตกอยู่ในตกอยู่ในอำนาจของโลภ โทษะ โมหะ จะใช้ปัญญหาก็ใช้ด้วยความเที่ยงธรรม ด้วยความสุจริตใจจริงๆ ซึ่งความสุจริตใจในการใช้ปัญญา จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าใจถูกครอบงำด้วยกิเลส ถ้าคนมีโลภ โทษ โมหะ ใช้ปัญญาคิดการ มันก็คิดเอาประโยชน์ให้แก่ตน คิดจะทำลายเขาบ้าง คิดด้วยความลุ่มหลงมัวเมาบ้าง แล้วผลดีจะเกิดขึ้นแก่สังคมได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องมีเสรีภาพภายในด้วย

    เสรีภาพระดับนี้ไม่ค่อยมีคนคิดถึง มีแต่บอกว่า ฉันคิดว่าอย่างนี้จะต้องทำให้ได้ เป็นเสรีภาพ แต่ไม่ได้ถามตัวเองว่าใจของตัวเมีเสรีภาพหรือยัง อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราฉะนั้นก่อนที่จะมีเสรีภาพภายนอกได้อย่างแท้จริง จะต้องมีเสรีภาพทางจิตใจเสียก่อน อันนี้เป็นขั้นสุดท้าย”

    ศรพระราม (24/5/62)

    ศรพระราม (24/5/62)


    ไทม์ไลน์การเมืองไทยขยับใกล้จุดไคลแม็กซ์ ...*…...

    ไทม์ไลน์การเมืองไทยขยับใกล้จุดไคลแม็กซ์ ...*…

    พรุ่งนี้แล้วจะได้ตัวประธานสภาผู้แทนราษฏรคนใหม่ คนแรกจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี2560 ประธานสภาคนใหม่ ที่เมื่อได้ตัวประธานสภา เห็นหน้าค่าตาแล้ว ก็จะชัดเจนว่าหน้าตารัฐบาลจะออกมาเป็นยังไง …*…

    เพราะแน่นอนว่า ประธานสภา คนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะต้องมานั่งคุมเกมในสภาที่มีบรรดา ส.ส.ที่เรียกว่า ‘เขี้ยวลากดิน’ ที่ล้วนแต่เสือ สิงห์ กระทิง แรด พร้อมที่จะปล่อยพลังที่เก็บกดมานานกว่า5ปี …*…

    แต่ที่สำคัญ ไฮไลต์ หน้าที่แรก คือ ทูลเกล้าฯรายชื่อ นายกรัฐมนตรี ดังนั้น ประธานสภาฯ คุณสมบัตินอกจากอาวุโส ทรงภูมิ เชี่ยวชาญการเมืองแล้ว ยังต้องเป็นคนที่ ‘ไว้ใจได้’ ไม่เช่นนั้น อาจเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ การเมืองไทยที่ประธานสภา ไม่เสนอชื่อนายกฯ ตามฝ่ายการเมืองกลายเป็นตำนานหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ …*...

    ที่ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ต้องแต่งตัวรอเก้อ เมื่อ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาฯในขณะนั้น นำรายชื่อ อานันท์ ปันยารชุน ทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน เพื่อตัดวงจรสืบทอดอำนาจของรัฐบาล รสช. ในขณะนั้น ทำให้ดร.อาทิตย์ได้รับการยกย่อง เป็น ‘วีรบุรุษประชาธิปไตย’ …*…

    ดังนั้นคนที่ไว้ใจได้ ว่าจะไม่ "หักหลัง" จึงจำเป็นอย่างยิ่ง และต้องปิดเกมให้เร็ว ในการได้ตัวนายกฯ วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จะเคาะมติอย่างเป็นทางการ ว่าจะร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาลในวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ที่ประชาธิปัตย์รู้ดี การเมืองไทยจะเดินต่อได้ หรือต้องติด ‘กับดัก’ และเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เองเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเดิน…*…

    ในขณะที่พรรคเพื่อไทย แม้การสั่งการจะมาจากต่างแดน แต่เมื่อบรรดาแกนนำ ที่กลายเป็น ส.ส.สอบตก ชวดปาร์ตี้ลิสต์ ก็เป็นปัญหา ขณะที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เอง ที่ประกาศตัวพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ต้องลุ้นว่าจะผ่านด่านศาลรัฐธรรมนูญ ได้เข้าประตูสภาหรือไม่! …*…

    เพาเวอร์บาย ผู้นำธุรกิจศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ครบวงจรจัดงาน “เพาเวอร์บาย เอ็กซ์โป 2019” ภายใต้แนวคิดนวัตกรรมแห่งอนาคต “POWER YOUR FUTURE” ยกทัพสินค้าเทคโนโลยีล้ำสมัยมาจัดแสดง กว่า 100 แบรนด์ รวมกว่า 10,000 รายการ พลาดไม่ได้กับ “TV WALL” กำแพงทีวีที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ขนาด 44 เมตร พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ – 26 พ.ค. ที่ฮอลล์ 103-104 ไบเทค บางนา ...*...

    ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) ชวนเที่ยวชมงาน “ผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ประจำปี 2562” พบกับนิทรรศการผ้าขาวม้า ประวัติความเป็นมาของโครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย การประกวดของผ้าขาวม้าท้องถิ่น หัตถศิลป์ไทย ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด อัตลักษณ์แห่งคุณค่า ผ้าขาวม้าอาเซียนสามารถรับใบสมัครได้ในงาน นอกจากนี้ยังพบกับบูธร้านค้าชุมชนผู้ผลิตผ้าขาวม้าทอมือกว่า 10 ชุมชนที่มาออกร้านให้ได้ช้อปและชมกันแบบเพลินๆ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 26 พ.ค. ที่ลาน EDEN เซ็นทรัลเวิลด์ ...*...

    ข่าวสังคมทั่วไป ประจำวันศุกร์ที่ 24 พ.ค.เวลา 08.30 น.พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ประธานมูลนิธิผู้พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล เป็นประธานเปิดงาน “วันมูลนิธิผู้พิทักษ์ป่าและรักษาทะเล” ปีที่ 1 จัดโดย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ห้องแกรนด์ เอบี โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ...*...

    09.00 น. ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เป็นประธานเปิดงาน “ 2 ปี ปฏิรูปการศึกษา” ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน จัดโดย สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ที่ห้องจูปิเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ...*...

    18.30 น.พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานพิธีฉลองมงคลสมรส ระหว่าง ลักขณา ลูกสาว สัมฤทธิ์ – สมพล บุญภูงา กับ ปวิตร ทางอนันต์ ลูกชาย ปิยรัตน์ วีระธรรม – วิรัช ทางอนันต์ ที่ห้องแมจิก 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ...*...

    วันเสาร์ที่ 25 พ.ค. เวลา 08.00 น. พล.อ.สิงหา เสาวภาพ ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นประธานเปิดโครงการอบรมอาสากู้ภัยช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เราทำความดีด้วยหัวใจ สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จัดโดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ที่อิมแพค เมืองทองธานี

    พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว เสด็จออก พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผอ.โรงพยาบาลกลาง เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานเงินสำหรับจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

    ต้อนรับ...พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงละศีลอด เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ. 1440 โดยมี รอศักดิ์ มูลทรัพย์ ปธ.กก.บห. โรงแรมอัล มีรอซ เราะฮ์มะฮ์ มูลทรัพย์ ฮูเซ็น มูลทรัพย์ เอกลักษณ์ ทองคำวงศ์ สัญญา แสงบุญ และ ประสิทธิ์ มะหะหมัด ให้การต้อนรับ ที่ โรงแรมอัล มีรอซ ถนนรามคำแหง

    สามสิบปี...ชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานเปิดงาน ครบรอบ30 ปีศาลเยาวชนและครอบครัว จ.นนทบุรี ในโอกาสนี้ได้มอบโล่แก่ผู้พิพากษาสมทบ ที่ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่15 ปีขึ้นไปแก่ ภรณี ลีนุตพงษ์ ประภา โชติชูตระกูล ณัฏฐินี เอื้อจงประสิทธิ์ และ พวงทอง ปาละกูล ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารศาลแขวง จ.นนทบุรี

    ส่งต่อรถวีลแชร์...ม.ร.ว.ปรียางค์ศรี วัฒนคุณ ผู้ช่วยเลขาธิการฯ ฝ่ายจัดหารายได้ สภากาชาดไทย มอบรถเข็น วีลแชร์ ให้มูลนิธิพัฒนาศักยภาพคนพิการแห่งประเทศไทย ในโครงการแม่บ้านทัพฟ้าพัฒนาศักยภาพคนพิการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อส่งมอบให้กับคนพิการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.อ.ต.วิธูร ขำเจริญ ตัวแทนชุมนุมนายเรืออากาศรุ่นที่ 31 เป็นผู้รับมอบ ที่สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย

    พัฒนาศักยภาพ...เกออร์ค ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย และ สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมงานแถลงข่าวโครงการพัฒนาศักยภาพครูปฐมวัย ตามแนวทางมูลนิธิโฟรเบล ประเทศเยอรมนี มุ่งวางรากฐานการศึกษาให้เด็กปฐมวัย จัดโดย ดร.ธีระชัย พรสินศิริรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์องค์กร บี.กริม คิม จงสถิตย์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นานมีบุ๊คส์ และ Tina Breternitz ทีมพัฒนาบุคลากรจากมูลนิธิโฟรเบล ที่สถาบันเกอเธ่

    ประกาศเจตจำนง...สไกร พิมพ์บึง รักษาการเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นประธานในพิธีประกาศเจตจำนงสุจริต เสริมสร้างคุณธรรมและความโปร่งใส ในการบริหารงานของผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2562 ในการประชุมมอบนโยบายผ่านระบบ Video Conference กับสำนักงานสาขาจังหวัดทั่วประเทศ ที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ สำนักงานใหญ่

    ครบรอบ 65 ปี...ภูษิต วงศ์โกศลสุข ประธานมิลเลี่ยน โพลีซิล อินดัสตรี้ จัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 65 ปี โดยมี ชัยวัฒน์ พัฒนเจริญ ประธาน กต.ตร/ประธานชมรมผู้ประกอบการหนองแขม สุพัฒน์ ศรีมงคล เสกสรรค์ ตั้งกอบลาภ ณัฐภาส ชูศักดิ์บวร คำนวณ ภูตระกูลพันธุ์ พรทิพย์ จงประสิทธิผล และ กานดา วงศ์โกศลสุข ร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ที่ บ้านเรือนไทย สมุทรสาคร เมื่อวันก่อน

    ติดตาม...ศศิธร อินทกุล ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน ติดตามการดำเนินโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่บ้านคลองแบ่ง ต.บ่อยาง อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี

    แถลงข่าว...ไพศาล ฉายาวรกุล นายกสมาคมศิลปินไทย - จีน กร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย - จีน และ อลงกรณ์ พลบุตร แถลงข่าวครบรอบ 44 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทาง การทูตไทย - จีน และฉลองครบรอบ 20 ปี การจัดตั้งสมาพันธ์ศิลปินไทย - จีน ที่โรงแรมบันยันทรี

    อบรม...ภญ.กุลประภา เอื้อชัยกุล นายกสมาคมเภสัชกรรมทะเบียนและกฎหมายผลิตภัณฑ์ (ประเทศไทย) เป็นประธานจัดการอบรมวิชาการเรื่อง การศึกษาความคงตัวของยาเคมี ให้แก่เภสัชกร ด้านเภสัชกรรมทะเบียนและกฎหมายผลิตภัณฑ์ ที่โรงแรมแมนดาริน เมื่อวันก่อน

    Author: ศรพระราม

    ประเดิมศึกยกแรก ประลองกำลังกลางสภา ฯ


    เกมการเมืองไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ว่าใครจะชนะหรือพ่ายแพ้จาก "สนามเลือกตั้ง" แต่เกมใหม่ๆ...

    เกมการเมืองไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ว่าใครจะชนะหรือพ่ายแพ้จาก "สนามเลือกตั้ง" แต่เกมใหม่ๆ ก็พร้อมที่จะเริ่มต้นได้เสมอ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งกุมชัยชนะและอีกฝั่งหนึ่งอยู่ในอาการเพลี่ยงพล้ำ !

    สภาพการณ์ที่เกิดขึ้น ของการเมืองไทยหลังผ่านพ้นวาระการเลือกตั้งส.ส.เมื่อ24 มีนาคม ก็กำลังดำเนินไปในลักษณะดั่งที่ว่า

    การจับขั้วเพื่อชิงการจัดตั้งรัฐบาลดำเนินมาอย่างเข้มข้น นับตั้งแต่วันที่ ทุกพรรคการเมือง ยังไม่รู้ตัวเลขส.ส.ในมือของตัวเองด้วยซ้ำ เพราะต้องไม่ลืมว่าแท้จริงแล้วการแบ่งขั้วนั้นมีขึ้นตั้งแต่ก่อนลงสนามเลือกตั้งอยู่แล้ว นั่นคือ ฟากพรรคการเมืองที่ประกาศตัวเป็น "ฝ่ายประชาธิปไตย" นำโดย พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ ร่วมด้วยพรรคพันธมิตร อีก 5พรรค คือพรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคเสรีรวมไทยและพรรคพลังปวงชนชาวไทย

    จากวันที่ "7 พรรค" ปีกประชาธิปไตย ประกาศจัดตั้งรัฐบาล ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า ยังไม่มีอะไรที่บอกว่า สถานการณ์และ "ตัวเลขส.ส." จากฟากนี้ "นิ่ง" ในทางตรงกันข้ามกลับมีแต่ "ข่าวลือ" ที่สะพัดไม่หยุดหย่อน

    ในท่วงทำนองว่า เสียงที่ประกาศลงสัตยาบัน จำนวน 255 เสียงในวันนั้น จะเหลือสักเท่าใด ในวันนี้ โดยเฉพาะมีรายงานข่าวว่า พรรคพลังประชารัฐส่ง "มือดี" มาทาบทาม ดึงคนจากพรรคต่างๆในปีกนี้ อย่างต่อเนื่อง บ้างตัดสินใจไปร่วมยกมือโหวตหนุน "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในสภาฯเรียบร้อยแล้ว

    หลายคนในพรรคเพื่อไทยเอง ถึงกับก้มหน้ายอมรับ "ชะตากรรม" ว่าถึงอย่างไร ก็อาจจะต้องจำใจเป็น "ฝ่ายค้าน" เพราะงานนี้พรรคพลังประชารัฐ "ดิ้นทุกทาง" เพื่อให้ได้จัดตั้งรัฐบาล หนุน พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็น "นายกฯคนที่ 30" ให้บรรลุเป้าหมาย

    แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าพรรคพลังประชารัฐเอง ในฐานะพรรคอันดับสอง ที่ดูจะเป็นฝ่ายกุมทุกความได้เปรียบเอาไว้แทบทุกประตู จะเดินหน้าไปได้ด้วยความราบรื่น ไร้แรงต้านแต่อย่างใด !

    ในทางตรงกันข้าม แกนนำในปีกพลังประชารัฐ หลายคนก็อดที่หวั่นไหวไม่ได้ว่า แม้พลังประชารัฐจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ แต่มีโอกาสที่จะเป็น "รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ" โดยไม่ต้องคาดเดา

    แน่นอนว่าชะตากรรมของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ย่อมจะง่ายต่อการถูก "ท้าทาย" จากฝ่ายค้านอย่างไม่ต้องสงสัย

    เมื่อเสียงในสภาล่างของปีกพลังประชารัฐ ไม่ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่สามารถทิ้งห่างฝ่ายค้าน อย่างถล่มทลาย "การลองของ" กันกลางสภา ฯ ก็จะกลายเป็น สิ่งที่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญ

    ว่ากันว่าความเข้มข้นของ "ศึกกลางสภาฯ" นั้นไม่จำเป็นที่ฝั่งตรงข้ามจะต้องไปรอวาระการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจให้เสียเวลา อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นและนับเป็นการ "เรียกน้ำย่อย" เพื่อเปิดฉากให้ สภาผู้แทนฯ ต้องกลายเป็น "สนามรบ" ขนาดย่อมๆ ก็คงไม่พ้นวาระของการประชุมสภาผู้แทนฯเพื่อเลือก ประธานและรองประธานฯ ในวันที่ 25พ.ค.นี้ อย่างแน่นอน

    โอกาสประดาบเพื่อประลองกำลังระหว่าง "สองขั้วการเมือง" หลังการเลือกตั้ง ที่ต่างพกพาเอาความแค้น ความไม่พอใจทั้งจากการต่อสู้ในอดีต จนมาถึงการพ่ายแพ้ในการจัดตั้งรัฐบาล จะถูกแปรเปลี่ยนไปสู่การเดินหน้าลุยเกมในสภาล่าง อย่างเข้มข้น โดยไม่หยุดหย่อน !

    Author: ทีมข่าวคิดลึก

    เสรีภาพมีสองด้าน


    เสรีภาพนั้นเป็นสิ่งทุกคนต้องการและแสวงหา โดยมีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ...

    เสรีภาพนั้นเป็นสิ่งทุกคนต้องการและแสวงหา โดยมีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เรืองสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย อย่างไรก็ตาม พระนักวิชาการ นักคิดและนักเขียน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ปาฐกถาธรรมเอาไว้ ถอดความต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว มีความดังนี้

    “จะยกตัวอย่างอันหนึ่ง ที่ว่าเป็นหลักของการปกครองตนเอง ในการปกครองแบบประชาธิปไตย เรามีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า เสรีภาพ เสรีภาพก็มีความหมายของมัน เสรีภาพนั้นคืออะไร คนจำนวนมากเข้าใจว่าเสรีภาพคือการทำได้ตามใจตนเอง หรือว่า เสรีภาพคือการทำได้ตามชอบใจ อันนี้คนจำนวนมากเข้าใจว่าอย่างนี้ ก็อยากให้โยมญาติมิตรพิจารณาว่าเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องหรือเปล่า

    ในเมืองไทยนี้คืดว่าคนไม่น้อยเลย คิดว่าเสรีภาพ คือการทำได้ตามชอบใจ ถ้าหากว่าคิดแค่นี้แล้ว จะปกกรองตนเองได้ไหม ถ้าคนที่คิดว่าเสรีภาพคือการทำอะไรได้คามชอบใจ คิดว่าปกครองตัวเองไม่ได้แน่ เพราะอะไรๆก็จะเอาอย่างใจของตัวเอง เพราฉะนั้น ก็จะมีคำจำกัดความไว้ให้ ความหมายอย่างหนึ่งของเสรีภาพ แต่มันไม่ใช่ความหมายที่แท้จริง เป็นแต่พูดว่า เสรีภาพต้องมีขอบเขต คนที่พูดอย่างนี้ บางทีก็ยังเข้าใจเสรีภาพในความหมายว่า เป็นการทำได้ตามชอบใจเหมือนกัน แต่ว่า ทำได้ตามชอบใจแต่อยู่ในขอบเขตก็คิดแค่นั้น คิดแค่นี้ก็ยังไม่ใช่ความหมายของเสรีภาพ

    เสรีภาพ คืออะไร พิจารณาได้หลายขั้น เรามาดูเนื้อหาสาระในทางธรรมะ ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะ ของคนที่มีเสรี บุคคลที่บรรลุธรรม ในพระพุทธศาสนาสูงสุดแล้ว เรียกว่าเป็นบุคคลทีมีเสรีที่แท้จริง ถ้ายังไม่บรรรลุธรรมแล้วยังไม่เสรี แต่จะมีเสรีได้เป็นชั้นๆ

    เสรีที่ต่ำที่สุดคือ เสรีภาพของคนที่เข้าใจว่าทำได้ตามชอบใจ ต่อมาสูงขึ้นอีกหน่อย คือคนที่บอกว่าทำได้ตามชอบใจ แต่ต้องมีขอบเขต คือมีกรอบขึ้นมาหน่อย ต่อมาความหมายที่สูงขึ้นเป็นสาระในทางธรรมะมากขึ้น ก็คือความหมายนี้เป็นความหมาย แบบมีดุลยภาพหรือความสมดุลเกิดขึ้น

    อนึ่งก็คือ จะต้องมองว่า ตัวเองนี่มีเสรีภาพ โดยสัมพันธ์กับเสรีภาพของผู้อื่น ซึ่งมันก็ใกล้กับเสรีภาพในกรอบหรือขอบเขตเสรีภาพของตนเองสัมพันธ์กับเสรีภาพของผู้อื่น ก็คือการไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น หรือยอมรับสิทธิของผู้อื่น อันนี้เป็นการมองแบบง่ายๆ

    แต่อีกอย่างที่สำคัญก็คือ ความมีเสรีภาพนั้น คือความพร้อมที่จะยอมให้โอกาสแก่ผู้อื่นด้วย อันนี้คือสิ่งสำคัญ คนที่จะปกครองตนเองได้ จะต้องมีอันนี้ เมื่อเราจะมีเสรีภาพนั้นเราต้องพร้อมที่จะให้โอกาสแก่คนอื่นด้วย มิฉะนั้นแล้ว เสรีภาพจะมีความหมายเป็นของฉันแต่ผู้เดียว คนอื่นจะมีเสรีภาพไม่ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่คู่กัน เขาเรียกว่าดุลยภาพเป็นสิ่งที่คานกันอยู่ คือเสรีภาพ มีการยอมให้โอกาสแก่ผู้อื่นด้วย อันนี้ก็มีดุลยภาพขึ้นมา แต่ความหมายก็ยังไม่เต็ม ว่ากันเป็นขั้นๆ ลึกลงไปอีก เสรีภาพก็มีความหมายที่แยกไปอีกสองด้าน

    เสรีภาพที่แยกเป็นสองด้านคือ เสรีภาพนั้น เพื่อจะเอาอย่างหนึ่งและเพื่อจะให้อย่างหนึ่ง ทั้งการได้และการให้ เป็นความหมายของเสรีภาพ โดยมากคนจะมองในแง่ได้ แต่เสรีภาพในการให้ ไม่มอง ไม่มองว่าเรามีเสรีภาพในการให้ด้วย จะมองแต่เสรีภาพในการจะเอาแต่ได้

    เสรีภาพที่มองเป็นสองด้าน เสรีภาพในการได้และการให้นี้เป็นอย่างไร ว่าถึงเสนีภาพในการได้เสียก่อน เพราะคนเราชอบที่จะได้เสียก่อน ให้เอาไว้ทีหลัง ทีนี้ทีได้เป็นอน่างไรก็คือว่า เรามีโอกาส การมีเสรีภาพ คือมีโอกาสในการเข้าถึงผลประโยชน์ที่ตนจะพึงได้ จากระบบการปกครองแบบนี้ การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ นี้มีประโยชน์อะไรที่เราจะพึงได้ เราเอยู่ในสังคมนี้ เราก็ควรจะเข้าถึงประโยขชนั้นด้วยโดยสม่ำเสมอกับผู้อืน ไม่ใช่ว่าถูกกดไว้ ถูกปิดกั้น คนอื่น เขาหรือคนบางคนในสังคมเข้าถึงประโยขน์นั้นได้ แต่คนอื่นเข้าถึงไม่ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่าเราไม่มีเสรีภาพ การที่มีเสรีภาพ ก็คือแต่ละคนมีโอกาสที่จะเข้าถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นร่วมกัน เรามีโอกาสที่จะเสวยผล ก็เป็นเรื่องของการได้”

    ระหว่างเขาควาย ? (1)


    สถาพร ศรีสัจจัง คิดแบบชาวบ้านคนไทยตาดำๆ...

    สถาพร ศรีสัจจัง

    คิดแบบชาวบ้านคนไทยตาดำๆ ที่เคยมีประสบการณ์อยู่ในยุคแห่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์ครั้งเมื่อย้อนหลังไปสัก4-5 ทศวรรษก่อนแล้ว อดตั้งคำถามขึ้นมาในใจเสียไม่ได้

    หรือเรากำลังตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “อยู่ระหว่างเขาควาย” อีกครั้งหนึ่งแล้ว?

    กาลครั้งนั้นชาวบ้านในชนบทไทยมักต้องตกอยู่ระหว่าง “อำนาจรัฐ” 2 อำนาจ คืออำนาจรัฐที่มี “รัฐบาลไทย” ที่ “ชอบด้วยกฎหมาย” ทั้งที่มาจากระบบเลือกตั้งและระบบยึดอำนาจรัฐประหาร(ที่น่าจะมีพอๆกัน) กับ “อำนาจรัฐแดง” ซึ่งมีสิ่งที่เรียกว่า “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (ซึ่งก็คือคนไทยกลุ่มหนึ่งนั่นแหละ ไม่ใช่ญวนแกว หรือ ชาวต่างด้าวท้าวต่างเมืองตามคำโฆษณาชวนเชื่อของ “รัฐบาลไทย” ยุคนั้นแต่อย่างใด)

    ชาวบ้านในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอหรือจังหวัด ที่โชคร้ายต้องตกอยู่ในเขตพื้นที่มีความขัดแย้งแบบที่เรียกว่า “อยู่ระหว่างเขาควาย” ในครั้งนั้น ต้องเผชิญชะตากรรมที่เรียกว่า “ต้องถึงแก่ชีวิต” และที่ถึงขนาด “ต้องตายยกหมู่บ้าน” ก็มี เรื่องถูกเผาบ้านเรือนทิ้งทั้งหมู่บ้านนั้นก็มีจนเป็นเหมือนเรื่องธรรมดา นี่ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น !

    เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงๆในประเทศที่คนในรัฐบาลแทบทุกรัฐบาลมักชอบประกาศว่า เป็นประเทศที่ “ศาสนาพุทธได้สถิตเสถียรอย่างมั่นคงสถาวรมาอย่างยาวนาน” แบบไม่อายปาก(ที่กินไม่เคยรู้อิ่ม)และมือที่เปื้อนเลือด!

    เหตุการณ์ประเภท “ล้อมฆ่าในวัด” (หรือข้างวัด) อย่างเหตุการณ์ที่เรียกว่า “วันฆ่านกพิราบ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2519 ที่ยังคงเป็นแผลเรื้อรังอยู่ในหัวใจหลายใครที่เป็นคนรุ่นนั้นมาจนบัดนี้ ก็มักเกิดขึ้นเสมอๆ!

    การที่ชาวบ้านหรือราษฎรต้องตกอยู่ในสภาวะ “อยู่ระหว่างเขาควาย” ที่แทบขยับตัวไปทางไหนไม่ได้ เพราะขยับไปทางซ้ายก็โดนแทง ขยับทางขวาก็โดนฟัน นั้นไม่ใช่เรื่องสนุกนัก ผู้ที่เคยผ่านชะตากรรมเช่นนั้นมาย่อมจะรู้ดี

    การแย่งชิงเพื่อให้ได้อำนาจรัฐไปเป็นเครื่องมือของกลุ่มพวกตน(จะเพื่ออะไรละ?)ภายใต้คำขวัญ
    “ประชาธิปไตยจงเจริญ!” นั้น ที่จริงแล้วก็อาจไม่ต่างไปจากขบวนการของโจรเรียกค่าไถ่ธรรมดาๆ!

    เพราะนั่นคือการทำให้ประชาชนหรือชาวบ้านตาดำๆต้องกลายเป็นเหมือน “ตัวประกัน” !

    สถานการณ์บ้านเมืองไทยหลังการเลือกตั้งใหญ่ พ.ศ. 2562 ฝีมือการจัดการตาม “โรดแมป” ของคณะ คสช.ในยามนี้หรือจะไม่ใช่การทำให้ราษฎรผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องตกอยู่ในสภาวะ “อยู่ระหว่างเขาควาย” เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต?

    หรือสภาพของชาวบ้านตอนนี้จะไม่เหมือนกับตัวประกัน?

    ผ่านมาแล้วเกือบ 2 เดือน การเลือกตั้งภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เอี่ยม ล่าสุดก็ยังไม่สามารถไขคำตอบให้ชาวบ้านโล่งใจตาแจ้งเลยว่าจะออกหัวหรือออกก้อย รัฐบาลของพวกเขาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร?

    จะมีใครเป็นผู้นำขบวนในการจัดการประเทศ (เรียกว่า “รัฐบาล”) จะเป็นคนจากกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ทุนนิยมสามานย์” หรือจะมาจากกลุ่ม “เผด็จการหน่อมแน้ม” (ที่อีกฝ่ายประณามว่าอยู่ในคาถากำกับของ “ทุนนิยมผูกขาดรายใหญ่”)

    ความอึดอัดวังเวงเช่นนี้สร้างบรรยากาศอะไรให้ประเทศบ้าง?

    หรือชาวบ้านราษฎรอย่างเราๆจะต้องอดทนต่อไปเรื่อย จะไม่ลอง “คิดกันเองรวมพลังกันเอง” เพื่อหาทางทะลวงฟันเดินฝ่าออกจากพื้นที่ “ระหว่างเขาควาย” ดูสักครั้ง เพื่อคืนชะตากรรมการเลือกให้แก่ตัวเองบ้างหรือ?

    หรือจะต้องพึ่งองค์พระสยามเทวาธิราชเช่นเคย?

    หรือจะต้องรอ “อัศวินม้าขาว” มาช่วย ตามคตินิยมดั้งเดิมของการเมืองไทยที่มีมาแต่ไหนแต่ไรนั่นอยู่อีก?

    Author: สถาพร ศรีสัจจัง

    รัฐบาลใหม่ในสายตาประชาชน...


    รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตามที่ กกต. ประกาศรับรอง ส.ส.อย่างเป็นทางการ...

    รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
    มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

    ตามที่ กกต. ประกาศรับรอง ส.ส.อย่างเป็นทางการ ทำให้การรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งรัฐบาลของพรรคต่าง ๆ เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่าย รวมถึง “ประชาชน” ให้ความสำคัญและจับตามองอย่างมาก เพราะ “รัฐบาล” มีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการตามนโยบาย เพื่อขับเคลื่อน บริหารประเทศ หรือแม้แต่แก้ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า โดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจ

    แล้วเมื่อการจัดตั้งรัฐบาลเกี่ยวข้องกับประชาชน ดังนั้นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ความจำเป็น เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่สนใจติดตามข่าวการเมือง “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณี “รัฐบาลใหม่ในสายตาประชาชน” จำนวนทั้งสิ้น 1,132 คน สรุปผลได้ ดังนี้

    ประชาชนคิดอย่างไร? กับ กระแสข่าวการรวมกลุ่มของพรรคการเมืองต่างๆในการจัดตั้งรัฐบาล ณ วันนี้ พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 59.52 คือ การเมืองวุ่นวาย มีแต่เรื่องผลประโยชน์ รองลงมา ได้แก่ การจับขั้วทางการเมืองยังไม่เห็นข้อสรุปที่แน่นอน ร้อยละ24.48 ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ของบ้านเมือง และประชาชนเป็นสำคัญ ร้อยละ 19.56 รักษาคำพูด ทำตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อตอนหาเสียง ร้อยละ 18.10 และมีการปล่อยข่าวลือ ควรติดตามอย่างมีสติ ร้อยละ 13.81

    ประชาชนคิดอย่างไร? กรณี “พรรคเพื่อไทย” จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 43.76 คือ เป็นพรรคที่ได้เก้าอี้ส.ส.มากที่สุด ก็ควรได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล รองลงมา ได้แก่ ขึ้นอยู่กับการจับขั้วทางการเมือง ต้องดูจากคะแนนเสียงที่ได้ ร้อยละ 39.59 และไม่น่าจะรวบรวมเสียงข้างมากได้ ไม่น่าจะได้เป็นรัฐบาล ร้อยละ 20.92

    ประชาชนคิดอย่างไร? กรณี “พรรคพลังประชารัฐ” จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 46.03 คือ มีโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ มีพรรคเล็กเป็นแนวร่วม รองลงมา ได้แก่ มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูง เป็นรัฐบาลชุดปัจจุบัน ร้อยละ 35.44 และขอให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม ร้อยละ 31.26

    ประชาชนคิดอย่างไร? กรณี “พรรคขนาดกลาง” (ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย อนาคตใหม่) จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 50.47 คือ น่าสนใจ น่าจะบริหารบ้านเมืองได้ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง รองลงมา ได้แก่ เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ ขอให้เป็นไปตามข้อกฎหมายที่กำหนด ร้อยละ 36.84 และคงเป็นไปได้ยาก ร้อยละ 16.02

    ประชาชนคิดว่าพรรคใด? น่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 51.54 คือ พรรคพลังประชารัฐ เพราะ เป็นพรรคใหญ่ มีอำนาจต่อรอง มีจำนวน ส.ส. มาก ได้รับเสียงสนับสนุนจาก 11 พรรคการเมือง มีแนวโน้มว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ฯลฯ

    รองลงมา ได้แก่ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 35.93 เพราะ เป็นพรรคที่มีประสบการณ์ ชนะการเลือกตั้ง มี ส.ส. มากที่สุด มีหลายพรรคให้การสนับสนุน ขึ้นอยู่กับการเจรจา ฯลฯ และพรรคขนาดกลาง ร้อยละ 12.53 เพราะสถานการณ์ทางการเมืองไม่แน่นอน อาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละพรรค ฯลฯ

    ประชาชนคิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ จะประสบปัญหาอะไรบ้าง พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 40.82 คือ ความขัดแย้ง ต่อต้านจากฝ่ายตรงข้าม รองลงมา ได้แก่ ความไม่ชอบมาพากล ไม่เป็นธรรม ร้อยละ 35.42 และการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ลงตัว ร้อยละ 26.67

    ประชาชนคิดว่าทางออกในการจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จควรเป็นอย่างไร? พบว่า “คำตอบ” ที่ “ประชาชน” ตอบมากที่สุด ร้อยละ 52.53 คือ ยึดหลักการ เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ปฏิบัติตามกฎหมาย รองลงมา ได้แก่ ควรเคารพการตัดสินใจของประชาชน รับฟังเสียงส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.55 และเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ถูกต้อง ทุกฝ่ายให้การยอมรับ ร้อยละ 21.48

    นี่คือ ความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลใหม่ในสายตาประชาชน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นว่า ณ วันนี้ ประชาชน พร้อมให้โอกาสทุกพรรคการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาล แต่สิ่งที่พรรคการเมืองจำเป็นต้องดำเนินการ เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จลุล่วง ก็คือ การยึดประชาธิปไตย ปฏิบัติตามกฎหมาย ควรเคารพการตัดสินใจของประชาชน และเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งหากยึดแนวทางทางที่ประชาชนนำเสนอนั้น เชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งยังคงเป็นปัญหาที่ค้างคาอยู่นั้น น่าจะสามารถ คลี่คลายได้ (ไม่วันใด...ก็วันหนึ่ง!!)

    “ทางออก” ของการจัดตั้งรัฐบาลที่ประชาชนนำเสนอ เชื่อว่าน่าจะเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่รับรู้ และเข้าใจอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังไม่ลงตัว คืออะไร? ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต่างรู้อยู่เต็มอก...ไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาว (เพราะกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาล การขอโควต้ารัฐมนตรี เพื่อแลกกับการเข้ารวมรัฐบาล รวมทั้ง การขัดแข้งขัดขา เกทับบลั๊ฟฟ์แหลกกลางสื่อ ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ เป็นสิ่งที่ต้องพูดตรงตรงว่า “ผิดหวัง”…!! )

    สุดท้ายคงต้องรอลุ้นกันว่า การตั้งรัฐบาลครั้งนี้ “ประชาชน” จะได้ “รัฐบาลประชาชน” หรือ “รัฐบาลพรรคการเมือง” (กันแน่..?!!) ไม่วันใด...ก็วันหนึ่ง!! คงจะได้รู้ “คำตอบ” แน่นอน!!

    Author: รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์